สรุปเงื่อนไขล่าสุด “เงินดิจิทัลวอลเล็ต” 10,000 บาท ณ เมษายน 2567 รัฐบาลประกาศชัด 50 ล้านคน รายได้เกิน 840,000 บาทต่อปี อดร่วมโครงการ ส่วนคนใช้ Easy e-Receipt แล้วยังสามารถเข้าร่วมได้

วันนี้ (10 เมษายน 2567) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงการขับเคลื่อนโครงการเติมเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ว่า รัฐบาลได้กำหนดรายละเอียดแนวทางในการดำเนินโครงการเติมเงินดิจิทัลวอลเล็ต เอาไว้เรียบร้อยแล้ว โดยมีเงื่อนไขสำคัญ ดังนี้ 

เงื่อนไขการใช้จ่าย

  • กลุ่มแรก ระหว่างประชาชนกับร้านค้า ใช้จ่ายเชิงพื้นที่ในระดับอำเภอ (878 อำเภอ) โดยกำหนดให้ใช้จ่ายกับร้านค้าขนาดเล็กที่ตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดเท่านั้น
  • กลุ่มที่สอง ระหว่างร้านค้ากับร้านค้า ไม่กำหนดเงื่อนไขการใช้จ่ายเชิงพื้นที่ระหว่างร้านค้ากับร้านค้าในระดับอำเภอ และขนาดของร้านค้าการใช้จ่ายเงินสามารถใช้จ่ายได้หลายรอบ 

ส่วนการใช้จ่ายเงินสามารถใช้จ่ายได้หลายรอบ ดังนี้

  • รอบที่ 1 จะเป็นการใช้จ่ายระหว่างประชาชนกับร้านค้าขนาดเล็กเท่านั้น (ตามกระทรวงพาณิชย์กำหนด) ในระยะเวลา 6 เดือน เบื้องต้นกำหนดให้เป็นร้านค้าในกลุ่มร้านสะดวกซื้อขนาดเล็กลงมา
  • ตั้งแต่รอบที่ 2 ขึ้นไป จะเป็นการใช้จ่ายระหว่างร้านค้ากับร้านค้าโดยไม่จำกัดขนาดร้านค้า และพื้นที่ โดยจะยังเบิกเงินไม่ได้ เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนในระบบ

กลุ่มเป้าหมาย

  • ประชาชนจำนวน 50 ล้านคน 
  • เป็นคนไทยอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป ณ เดือนที่มีการลงทะเบียน 
  • ไม่เป็นผู้ที่มีเงินได้พึงประเมินเกิน 840,000 บาทต่อปีภาษี
  • ไม่มีเงินฝากกับธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจรวมกันเกิน 500,000 บาท

ประเภทสินค้า 

สินค้าทุกประเภทสามารถใช้จ่ายผ่านโครงการฯ ได้ ยกเว้น 

  • สินค้าอบายมุข
  • น้ำมัน 
  • บริการ 
  • ออนไลน์ 
  • สินค้าที่กระทรวงพาณิชย์จะกำหนดเพิ่มเติม

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า สำหรับประชาชนที่ได้เข้าร่วมโครงการ Easy e-Receipt ไปแล้วก่อนหน้านี้นั้น สามารถเข้าร่วมโครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ตได้ เพราะเป็นคนละโครงการกัน โดย Easy e-Receipt เป็นโครงการที่กระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงต้นปีระยะสั้นเท่านั้น และปิดไปแล้วไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับโครงการเติมเงิน 10,000 บาท

อย่างไรก็ตามในส่วนของช่วงเวลาการดำเนินโครงการ ประชาชนและร้านค้าจะสามารถเข้าร่วมโครงการฯ ภายในไตรมาสที่ 3 ของปี 2567 และจะมีการเริ่มใช้จ่ายภายในไตรมาสที่ 4 ของปี 2567 โดยคุณสมบัติร้านค้าที่สามารถถอนเงินสดจากโครงการฯ ต้องเป็นร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษี ดังนี้ 

  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax: VAT) 
  • ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Personal Income Tax: PIT) เฉพาะผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร หรือ 
  • ภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax: CIT) 

ทั้งนี้ ร้านค้าไม่สามารถถอนเงินสดได้ทันทีหลังประชาชนใช้จ่าย แต่ร้านค้าจะสามารถถอนเงินสดได้เมื่อมีการใช้จ่ายตั้งแต่ในรอบที่ 2 เป็นต้นไป

ทางทีมงานก็หวังว่าจะเป็นเงื่อนไขสุดท้ายแล้วนะครับ

แชร์มาจาก: ฐานเศรษฐกิจ